Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

5 เทรนด์โซเชียลมาแรงปี 2020 ที่แบรนด์ธุรกิจไทยยุคใหม่ต้องรู้!
New post : 10.มีนาคม.2020

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลหลากหลายประเด็น หลายแง่มุมเป็นแสน เป็นล้านข้อความ ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลอันดับ 1 ในประเทศไทย ได้ทำการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อินไซท์ พบว่าจำนวนข้อความบนโลกโซเชียลเพิ่มขึ้นสูงถึง 7.2 พันล้านข้อความโตขึ้น 36% ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานเท่าเดิมร้อยละ 74 โดยหลายธุรกิจมีการใช้โซเชียลมีเดียกับผู้บริโภคอย่างน้อย 2 แพลตฟอร์มขึ้นไป

แน่นอนว่าเทรนด์โซเชียลมีผลกับการปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอแห่งไวท์ไซท์ จึงได้ใช้ระบบ “AI” (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการใช้ Data science หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลให้กับแบรนด์ลูกค้า โดยเฉพาะนักการตลาด นักโฆษณา และเหล่าคนทำงานในแวดวงโซเชียลมีเดีย จึงสรุปออกมาเป็น 5 เทรนด์โซเชียลมีเดีย ที่มาแรงในปี 2020 ให้แวดวงธุรกิจไทยในยุคดิจิตัล ได้นำข้อมูลไปปรับใช้กับองค์กรเพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงวางทิศทางการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้ธุรกิจเติบโตได้ยิ่งขึ้น

1. แบรนด์ต้องตื่นตัวตลอดเวลา
แบรนด์ห้ามหยุด แบรนด์ห้ามนอน เพราะเวลาคุณขายของ เชื่อว่าทุกแบรนด์มี E-Commerce ของตนเอง ฉะนั้นแบรนด์มีวิธีขายของแบบ 24 ชั่วโมง แบรนด์จึงควรซัพพอร์ตลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง ในการให้บริการหรือตอบคำถาม เพราะในเมื่อแบรนด์สามารถเอาเงินจากลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง ลูกค้าจึงคาดหวังว่าแบรนด์จะดูแลเขาเหมือนกัน

2. แบรนด์ต้องสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น
หากลูกค้าอินบ็อกซ์หาแบรนด์ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้วไม่มีการตอบกลับ จะทำให้แบรนด์เสียโอกาสเยอะมาก รวมถึงปัจจุบันลูกค้ามีหลายกลุ่ม เช่น ลูกค้าวัยรุ่น ลูกค้าวัยผู้ใหญ่ ลูกค้าผู้สูงอายุ จึงควรออกแบบคอนเทนต์หลายรูปแบบ เพื่อสื่อสารให้ตรงใจลูกค้า ไม่ควรสื่อสารแบบกลางๆ เพราะสุดท้ายแบรนด์จะจบตรงที่ไม่มีลูกค้ากลุ่มไหนสนใจเลย

4. แบรนด์ต้องหาโอกาสใหม่ๆ จากไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
เนื่องด้วยไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ วิธีการคิดแคมเปญหรือออกแบบผลิตภัณฑ์จึงควรปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของลูกค้ามากขึ้นเช่นกัน เช่น ร้านอาหาร จากเดิมให้บริการแบบร้านสุกี้ นั่งทานเป็นครอบครัว ภายหลังเริ่มมีโต๊ะนั่งคนเดียวเพิ่มขึ้น หรือร้านชาไข่มุก คนนิยมซื้อแล้วเดินออกไปนอกร้าน ไม่นิยมนั่งในร้าน ก็เปลี่ยนร้านให้เป็นรูปแบบซื้อกลับบ้านหรือนิยมนั่งในร้านก็ต้องทำให้ลูกค้าเกิด Happy Hour ขณะอยู่ในร้าน ลูกค้าชอบซื้อของออนไลน์มากขึ้น ก็นำสินค้าไปขายบนออนไลน์ ถ้าคุณเห็นโอกาสคุณควรที่จะจัด แต่ถ้าเราบอกว่าเราเป็นนักการตลาดแล้วนั่งเดากันว่า ผู้บริโภคต้องการอะไรโดยไม่มีข้อมูลรองรับ โอกาสที่จะพบโอกาสใหม่จะยาก ฉะนั้นแบรนด์จึงควรมองหาโอกาสใหม่เสมอตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ตามด้วย

5. แบรนด์ต้องโฆษณาแบบเจาะกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ใช่ว่าเจาะกลุ่มโดยไม่รู้ว่าลูกค้าจริงๆ คือกลุ่มใด จะทำให้เสียเงินลงทุนไม่คุ้มกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์ลูกค้าให้มากขึ้นว่า แบรนด์ตรงกับกลุ่มลูกค้าใดตามบริบทของประเทศไทย การลงโฆษณาจึงต้องเจาะลึก เช่น ถ้าเขาจะซื้อประกัน ซื้อเพราะโรคนี้ เขามักจะประกอบอาชีพนี้ แล้วคนประกอบอาชีพนี้มักจะทานข้าวประเภทไหน ส่งผลต่อเขาน่าจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ เขาจึงน่าจะซื้อประกันแบบนี้ แล้วก็เจาะข้อมูลเป็นกลุ่มๆ ซึ่งโอกาสที่จะลงโฆษณาจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6. แบรนด์ต้องเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล
นักการตลาด หรือคนที่ทำแบรนด์ ควรจะหัดวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองให้เป็นให้ได้ เพราะข้อมูลที่วิเคราะห์มาแล้ว จะพร้อมใช้สำหรับเขาคนเดียวเท่านั้น และกลายเป็นอาวุธที่ทำให้แบรนด์บางแบรนด์ขลังขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าแบรนด์อื่นๆ เช่น หากเรามีข้อมูล 6 พันข้อความ ถ้าใช้เครื่องมือ Microsoft Excel จะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ดีขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ไม่มีทางที่ข้อมูลจะลดลง รายงานจะเพิ่มขึ้น ต้องเจาะลึกมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราทำงานกับข้อมูลได้จริง เรื่องนี้จะสบายขึ้น และเราจะทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นด้วย

Share :
Hilight