Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

CPALL ยังลงไม่หยุด ปิดเต็มแท่งแดงที่ 54.25 บาท แต่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเตรดิต CPALL ที่ A(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
New post : 29.ตุลาคม.2020
CPALL ยังลงไม่หยุด ปิดเต็มแท่งแดงที่ 52.25 บาท
.
แต่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเตรดิต CPALL ที่ A(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
 
……………………………….
 
ข่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
.
ฟิทช์ประกาศคงอันดับเตรดิต CPALL ที่ A(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ สะท้อนการรักษาอัตราหนี้สินให้อยู่ในระดับปัจจุบันช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงการเข้าซื้อเทสโก้ โลตัส
.
  บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL ที่ ‘A(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
.
  การคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่า CPALL จะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินให้ยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในปัจจุบันของบริษัทฯ ได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แม้จะรวมพิจารณาถึงการเข้าลงทุนในสัดส่วน 40% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ Tesco Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. (ต่อไปรวมกันเรียกว่า “เทสโก้ เอเชีย”)
.
  ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
.
  อัตราส่วนหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น: CPALL มีแผนที่จะใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้สำหรับเงินลงทุนจำนวน 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะใช้ในการลงทุนในสัดส่วน 40% ของ เทสโก้ เอเชีย โดยสัดส่วนของหุ้นที่เหลือของเทสโก้ เอเชีย จะเข้าลงทุนโดยบริษัทที่เกี่ยวข้องอีก 2 บริษัทในกลุ่ม CP ในขณะที่ บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อถือส่วนได้ส่วนเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเทสโก้ เอเชียโดยตรง จะมีการก่อหนี้อีก 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
.
  ฟิทช์คาดว่า FFO adjusted net leverage ของ CPALL หลังจากการเข้าลงทุน จะเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 5.5 เท่า – 6.0 เท่า ในปี 64 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการลงทุนเต็มปี ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ในระดับ 5.0 เท่า – 5.5 เท่าในปี 65
.
  การกระจายความเสี่ยงและสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น
.
  การเข้าลงทุนในเทสโก้ ประเทศไทย น่าจะทำให้สถานะทางการตลาดของ CPALL มีความแข็งแกร่งขึ้นและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้นทั้งในด้านประเภทของสินค้าและบริการที่เสนอขาย และรูปแบบของร้านค้าที่หลากหลาย แม้ว่า CPALL จะเข้าลงทุนถือหุ้นในสัดส่วนเพียง 40% ของเทสโก้ ประเทศไทย แต่ CPALL ก็น่าจะได้รับประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมการสั่งซื้อสินค้าและการรวมเครือข่ายร้านค้ากว่า 13,000 ร้าน ทั้งในรูปแบบร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และร้านค้าส่ง มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน
.
  Tesco Lotus เป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายร้านค้าปลีกมากกว่า 1,900 ร้านทั่วประเทศไทย ซึ่งมีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มากกว่า 200 ร้าน และร้านค้าปลีกที่มีขนาดเล็กมากกว่า 1,700 ร้าน ในขณะที่ CP ALL เป็นผู้บริหารเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและยังถือหุ้นในผู้นำในธุรกิจค้าส่งซึ่งได้แก่ร้าน Makro ด้วย
 
  ผลกระทบจาก COVID-19 ที่มีต่อยอดขาย
.
  การระบาดของเชื้อไวรัสน่าจะทำให้ยอดขายรวมของ CPALL ลดลงประมาณ 4% ในปี 63 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ CPALL มียอดขายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในครึ่งปีแรกของปี 63 ยอดขายต่อร้านเดิม (Same Store Sales) ของร้าน 7-Eleven ลดลง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการปิดเมืองและการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงไตรมาสที่สองของปี 63 รวมถึงการเดินทางที่ลดลงของนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 63
 
  อย่างไรก็ตาม ยอดขายของร้าน Makro ได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า เนื่องจากความต้องการซื้ออาหารสดที่ค่อนข้างคงที่ และยอดขายจากการให้บริการแบบ Omni Channel ที่เพิ่มขึ้น
.
  การฟื้นตัวของรายได้
.
  ฟิทช์คาดว่ารายได้ของ CPALL จะเติบโตในอัตราร้อยละ 11-12 ในปี 2564 และ 9-10% ในปี 65 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ทั้งจากร้าน 7-Eleven และ Makro การฟื้นตัวของยอดขายของร้าน 7-Eleven น่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดร้านใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฟิทช์จะคาดว่ายอดขายเฉลี่ยต่อร้านน่าจะใช้เวลาในการฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการเกิดระบาดของเชื้อไวรัสหลังปี 65
.
  ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน การฟื้นตัวของจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านยังคงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า เนื่องจากวิถีชีวิตแบบ New Normal เช่น การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การทำงานที่บ้าน ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่น่าจะยืดเยื้อ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หลังจากการเกิดการระบาดของเชื้อไวรัส ส่วนอัตราการเจริญเติบโตของยอดขายของ Makro ในปี 64 น่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลกับลูกค้ากลุ่ม กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HORECA)
.
  อัตราส่วนกำไรยังคงมีแรงกดดัน
.
  ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า ต่อยอดขาย (EBITDAR Margin) ของ CPALL จะลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 9% ในปี 63 และปรับตัวเพิ่มขึ้น ในปี 64-65 แต่น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% เล็กน้อย (ในปี 62 อยู่ที่ 10%) CPALL เผชิญกับแรงกดดันบนอัตราส่วนกำไรในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปิดร้าน 7-Eleven สาขาใหม่ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากรสูงขึ้น นอกจากนี้ สาขาในต่างประเทศของ Makro ยังมีอัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำในช่วงแรกของการเปิดดำเนินการ
.
  นอกจากนี้ ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสที่มีต่อยอดขาย ยังส่งผลให้อัตราส่วนกำไรลดลง เนื่องจากสัดส่วนของค่าใช้จ่ายคงที่ในระดับประมาณร้อยละ 60 แม้ว่าการดำเนินนโยบายควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม EBITDA Margin ของ CPALL น่าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากการฟื้นตัวของยอดขาย และจากกำไรขั้นต้นที่น่าจะเพิ่มขึ้นจากการบริหารสัดส่วนของสินค้าที่จำหน่ายในร้าน (Product Mix) รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้และประสิทธิภาพของสาขาที่เพิ่มขึ้น
.
  การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
.
  CPALL มีสถานะทางการตลาดในประเทศไทยที่แข็งแกร่งด้วยเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจอื่นๆ เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC (A+(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
.
   อย่างไรก็ตาม CPALL มีความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งกว่า ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงกว่าคู่แข่งรายใหญ่อันดับสองเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ CPALL ยังมีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดวัฏจักรของธุรกิจ เนื่องจาก CPALL จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน ในขณะที่กระแสเงินสดของ SCC ต้องเผชิญกับความต้องการสินค้าที่มีลักษณะเป็นวัฏจักรและความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม SCC มีอันดับเครดิตสูงกว่า CPALL หนึ่งอันดับ เนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่าเป็นอย่างมาก
.
  CPALL มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับเดียวกันกับ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC (A(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่าของ CPALL ได้รับการชดเชยจากการมีสถานะผู้นำตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกประเภทอาหารในประเทศไทย
.
  อันดับเครดิตของ CPALL อยู่ในระดับเดียวกับสถานะเครดิตโดยลำพังของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A+(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ/ สถานะเครดิตโดยลำพังที่ a(tha)) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่อันดับสองของประเทศ GPSC มีกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากกว่า CPALL เนื่องจากมีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยป้องกันบริษัทฯ จากความเสี่ยงด้านปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า
.
  อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งของ CPALL รวมถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานส่วนใหญ่ที่มาจากความต้องการที่สม่ำเสมอของสินค้าที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจาวัน ทำให้ชดเชยการที่รายได้ของ CPALL ไม่มีสัญญาระยะยาวมารองรับ ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินของทั้งสองบริษัทอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
.
ลักษณะธุรกิจของ CPALL
ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า 7-Eleven และให้สิทธิแก่ผู้ค้าปลีกรายอื่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และลงทุนในธุรกิจสนับสนุนธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ อาทิ ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ ตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเองภายใต้ชื่อ แม็คโคร
.
Credit : efinancethai
Share :