Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

“แนวคิดการใช้ PE P/BV และ ROE ให้ประสบผลสำเร็จ” สำหรับนักลงทุนพอร์ต10 เด้ง โดย นายแว่นลงทุน
New post : 19.สิงหาคม.2020

เฟ้นหาหุ้นเติบโตด้วยงบการเงิน … “แนวคิดการใช้ PE P/BV และ ROE ให้ประสบผลสำเร็จ”
.
หากเราเป็นนักลงทุน อัตราส่วนทางการเงินหลัก ๆ ที่เราควรรู้จักได้แก่ PE P/BV และ ROE โดยความหมายของอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 3 ตัว มีดังต่อไปนี้
.
P/E –
ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี … P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ
.
P/BV –
ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น … ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า
.
ROE –
ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเงินที่บริษัทนั้นเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้นบริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ … เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12-15% อย่างต่อเนื่องหลาย ๆ ปี
.
สำหรับความหมายของตัวเลขทางการเงินทั้ง 3 ตัว ถือว่ามีความสำคัญสำหรับนักลงทุนหุ้น โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ “การนำไปใช้” โดยวิธีการนำไปใช่คร่าว ๆ มีดังต่อไปนี้


.
อันดับแรก … “อัตราส่วน PE ควรใช้อย่างไร”
.
สำหรับ PE นั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างคลาสิก สำหรับคนที่ใช้พีอีในการลงทุนหุ้นจะต้องมองอนาคตของกิจการให้ออกก่อนว่า อนาคตของกิจการจะเป็นอย่างไร เติบโตหรือไม่
.
แต่หลักการทั่ว ๆ ไปก็คือ หากพีอีสูงแสดงว่าหุ้นแพง และพีอีต่ำแสดงว่าหุ้นมีราคาถูก แต่สิ่งที่เราคิดมันเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือไม่ ?
.
หลายครั้งเราจะเห็นว่าหุ้นพีอีสูง มันยังสูงต่อได้อีก ราคาหุ้นยังขยับปรับขึ้นไปได้เรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะนักลงทุนในตลาดมองหาอนาคตของกิจการ หากเขาคิดว่ากิจการยังดี พีอีจะยังสูงค้างอยู่แบบนั้น ในขณะเดียวกัน หลายครั้งเราซื้อหุ้นพีอีต่ำ คิดว่าเป็นหุ้นราคาถูก แต่ราคากลับลดลงเรื่อย ๆ สร้างความสงสัยให้กับเราอย่างมาก แท้จริงแล้วกิจการที่พีอีต่ำเพราะอนาคตไม่ชัดเจน หรืออาจจะไม่ดีอีกต่อไปแล้ว
.
หลักการง่าย ๆ ก็คือ เราควรซื้อหุ้นที่มีอนาคต กำไรจะเติบโต ในขณะที่พีอีไม่สูงจนเกินไป วิธีการวัดความถูกแพงของหุ้นผ่านพีอีจึงเป็นอะไรที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากสำหรับคนที่มีประสบการณ์
.

อันดับที่สอง … “อัตราส่วน P/BV บอกอะไรเราบ้าง”
.
สำหรับอัตราส่วน P/BV นั้น นักลงทุนยุคใหม่หลาย ๆ คนไม่ค่อยได้ใช้อัตราส่วนนี้ในการลงทุนแล้ว แต่อัตราส่วนนี้มันบอกถึง มูลค่าทางบัญชี ของกิจการ หากมันต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าเราซื้อหุ้นได้ถูกกว่าเจ้าของกิจการ
.
หุ้นที่มีการเติบโตส่วนใหญ่ มักจะสะท้อนไปที่ราคาหุ้นมากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น และหลายครั้งเราจะเห็นหุ้นเติบโตมีค่า P/BV สูงกว่า 1 เท่าไปไกลมาก ยกตัวอย่างเช่น CPALL มี P/BV สูงถึง 7.5 เท่า แต่ราคาหุ้นก็ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้
.
อันดับที่สาม … “ROE ยิ่งสูงยิ่งดีสำหรับนักลงทุน”
.
สำหรับ ROE เป็นค่าที่นักลงทุนชื่นชอบ หากมันมีค่าสูงกว่า 15% หมายความว่า ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง ซึ่งดีกับผู้ถือหุ้น นั่นเป็นเพราะ ROE เป็นค่าที่นำเอา กำไรมาหารส่วนของผู้ถือหุ้น ยิ่งมากแสดงว่าทำกำไรกลับมาได้มากเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น
.
อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่เราเห็น ROE สูง ๆ แต่เป็นการสูงที่มาจากกิจการมีหนี้สินเยอะ นักลงทุนก็ต้องเข้าไปเจาะดูว่าหนี้สินที่เยอะมาจากอะไร ถ้าเป็นเจ้าหนี้การค้าปกติแล้วผมจะตัดออก แต่ถ้าเป็นหนี้สินระยะยาวเราก็ต้องดูว่าเขาไปลงทุนอะไร ถ้ามากเกินไปเราต้องคำนวณค่า ROE ใหม่ โดยตัดเอาหนี้ออกเพื่อสะท้อนค่าที่ถูกต้องที่สุด
.
ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ … PE P/BV ROE เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่มีความสำคัญ หากเราใช้เป็นจะทำให้มองเห็นภาพของกิจการที่เราจะลงทุนได้พอสมควรเลยทีเดียว ค่อย ๆ ศึกษากันดูนะครับ โดยเฉพาะค่า PE เป็นอะไรที่เซียนหุ้นหลายคนใช้ดูเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ประกอบการตัดสินใจซื้อหุ้นซักตัว #นายแว่นลงทุน

Share :
Hilight