Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

#LISTED: ‘Design Business’ คุยกับคุณหมู – นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ถึงการทำบริษัทออกแบบ กับก้าวใหม่ ‘iameverything’ ตามแบบ ‘DUCTSTORE the Design Guru’ ในวันที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 18
New post : 11.กันยายน.2018

DUCTSTORE the Design Guru หรือ DSTGR ชื่อที่บ่งบอกถึงคุณภาพผลงานการออกแบบสุดครีเอทมากมายหลายต่อหลายชิ้น ผ่านการการันตีจากทุกสายตาของเหล่าสถาปนิก นักออกแบบ ผู้ที่อยู่ในแวดวงสื่อฯ หรือแม้แต่คนในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบเดียวกัน

แม้วันนี้หลายคนจะยังเข้าใจว่า DUCTSTORE เป็นเพียงสตูดิโอออกแบบ แต่หลังจากที่ทีมงาน Big Money ได้พูดคุยกับ คุณหมู – นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ผู้ก่อตั้ง DUCTSTORE the Design Guru แล้ว ต้องบอกเลยว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสตูดิโอออกแบบอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับมีลูกเล่นและความน่าสนใจมากขึ้น ที่สำคัญยังสามารถทำงานออกแบบได้ ‘EVERYTHING’

เพราะเชื่อในความคิดที่ไร้กรอบมาตีขั้น
“ถ้าให้บอกคำจำกัดความง่ายๆ ของตัวเราเลยก็คือ ดีไซเนอร์ที่ทำงานหลากหลาย แต่คุณจะเข้าใจว่าเราเป็น อะไรก็แล้วแต่ เพราะเราไม่ได้จำกัดตัวเอง จุดเริ่มต้นก็มาจาก passion ก่อน เราสนใจและชอบงานออกแบบหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น Graphic Design, Architecture, Interior หรือ Magazine อีกอย่างรู้สึกว่ามันสามารถที่จะรวมกันได้พอเริ่มจากสิ่งที่ชอบ แล้วค่อยแตกออกมาเป็นงานที่เราทำ จากวันที่ก่อตั้งจนตอนนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว มันเหมือนเป็นสเต็ปการก้าวเดินของชีวิต เพราะเริ่มทำตั้งแต่งานที่เป็นสิ่งพิมพ์ จนตอนนี้เราทำครบทุกอย่างด้านงานออกแบบ เเละตอนนี้เราเป็นบริษัทออกแบบที่ทำ Media ของตัวเอง นี่จึงเป็นการวางรากฐานเพื่อไปต่อในอนาคต เพราะการเป็นนักออกแบบเราจะหยุดนิ่งไม่ได้”

อะไรทำให้ DSTGR อยู่มายาวนานเกือบยี่สิบปี ?
“อย่างที่บอกแหละ ว่าคือความต่อเนื่อง คนจะเห็นเราพยายามทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ หนึ่งคือเราไม่ยอมตาย สองคือเราไม่ยอมแก่ (หัวเราะ) แล้วก็จะไม่ทำงานแบบเดิม ต้องหา solution หรืออะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นกับตัวเองด้วย และงานที่เราทำให้ลูกค้าด้วย ก็จะยิ่งรู้สึกว่ามีที่ให้เราวิ่งเล่นได้กว้าง แต่ทุกอย่างมันใช้เวลานะ กว่าคนจะเห็นว่าเราทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ แต่ต้องทำให้เห็นว่างานกราฟิก อินทีเรีย หรือ architecture ของเราเป็นแบบไหน อีกอย่างคือไม่ได้ทำอยู่อย่างเดียวแล้วหยุดแค่นั้น เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนเราโตขึ้น target มันก็เปลี่ยนไป วิธีคิดก็เปลี่ยน ฉะนั้นอะไรที่ทำแล้วทำให้วงการหรืองานดีขึ้นได้ นั่นคือสิ่งที่เราอยากทำด้วยควบคู่กันไป”

Hybrid Designer ที่ดูแล 3 ส่วนไปพร้อมกัน
งานออกแบบของ DSTGR ถือเป็นการทำงานแบบ hybrid หรือลูกผสม ที่คงคอนเซปต์เดิมนั่นคือ ‘Graphitecture’ ที่มาจากคำว่า graphics + architecture เข้าไว้ด้วยกันอยู่ เพราะเป็นเสมือน off league designer ซึ่งก็คือดีไซเนอร์ที่ไม่ได้สังกัดว่าต้องทำงานส่วนเดียว โดยสามารถแบ่งการดูแลที่คุณหมูรับผิดชอบเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

งาน Design Service ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ดิ้ง (branding) ในเเง่ Communication Design ที่ครบวงจรทุกอย่างทั้งหมดของ Ductstore, บริษัท THE OTHERS เป็นบริษัทออกแบบที่เกี่ยวข้องกับ Architecture & Interior Design เเละ content platform ที่เพิ่งเปิดใหม่ เป็นสิ่งพิมพ์ กับ website ชื่อ www.iameverything.co

ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะมีผู้ช่วย ที่เป็นพาร์ทเนอร์ทั้งในแง่ธุรกิจ และในแง่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตด้วย เช่น รายละเอียดที่ลงลึกฝั่ง Ductstore มีน้องสาวช่วยดูแล เป็น MD ของบริษัท ส่วนบริษัท THE OTHERS จะมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องช่วยกันดูในแต่ละแผนก ดังนั้นคุณหมูจึงดูแลภาพรวมที่ เกี่ยวข้องกับครีเอทีฟเเละงานออกแบบทั้งหมด

“เราเหมือนเป็น stylist ที่ต้องสามารถเข้าใจคาแรกเตอร์ของคนที่เราทำงานให้ได้ ไม่ใช่เราจับเขาแต่งตัวโดยที่ไม่ใช่เขา มันก็ไม่เป็นตัวเขา ถูกป่ะ? เรามีหน้าที่ดึงเอาจุดเด่นของเขามาทำใส่กลับเข้าไปใหม่ มันก็จะได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เพราะไม่งั้นก็เหมือนกับเปลือกเฉยๆ มันไม่มี Soul คุณต้องดึง Character ของเขาออกมาให้ได้”

การทำงานล่าสุด กับโปรเจกต์ที่ชื่อ ‘iameverything’
“เริ่มต้นช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เราทำคอนเทนต์ให้ลูกค้าค่อนข้างเยอะ หนึ่งในพาร์ทที่ทำคือ magazine แต่เรารู้สึกว่าช่วงนี้เป็นขาลงแล้ว ที่เห็นกันคือปริ้นท์ปิดตัวค่อนข้างเยอะ การลงโฆษณาทั้งออนไลน์และออฟไลน์แกว่งมาก เลยคิดว่า เอ้ย..มันถึงเวลาที่เราควรจะทำของเราขึ้นมาเองแล้ว! และการที่เรามี web content เปิดใหม่เยอะๆ จะยิ่งทำให้อำนาจการต่อรองของคนที่ทำคอนเทนต์ รวมถึงภาพรวมตลาดทั้งหมดโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน”

เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น ก็มากำหนด Target ให้ชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละเว็บฯ มีคาแรกเตอร์ต่างกัน ซึ่งความใฝ่ฝันของคุณหมูที่จะทำแมกกาซีนใน content platform ที่เป็นตัวตนของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

โดยจะมีทั้ง 2 Platform คือ Offline เเละ Online ให้กระจายเข้าถึงกลุ่มที่เขาต้องการได้ที่เเตกต่างกัน ในส่วนที่เป็นสิ่งพิมพ์จะไม่ทำเป็น Magazine หรือ free copy ที่ต้องพิมพ์เยอะๆ จนเข้าถึงไม่ตรงกลุ่ม แต่กลับเริ่มพิมพ์น้อยๆ สักประมาณ 2,000-2,500 เล่ม ซึ่งเป็นปริมาณที่กำลังดีสำหรับคุณหมู และแน่นอนว่าคนที่มี EVERYTHING ฉบับ Print Edition อยู่ในมือก็หนีไม่พ้นคนที่ถูกลิสต์รายชื่อไว้แล้ว ซึ่งเป็นเหล่า สถาปนิก นักออกแบบ ครีเอทีฟ Influencer ชั้นนำของวงการ 

“ส่วนคนที่ไม่ได้ปริ้นท์ตัวนี้ เราก็ทำ web content platform www.iameverything.co อีกหนึ่งช่องทางออนไลน์ที่สามารถเชื่อมโยงกับ Social Media อย่าง facebook , istagram, youtube และก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้กระจายไปยังกลุ่มคนที่กว้างขึ้นได้ จริงๆ คือ การทำงานเชื่อมโยงของทั้ง online กับ offline ที่มาคู่กัน เป็นแบบ O-To-O Experience (O2O) คือ Offline to Online หรือ Online to Offline คือแล้วแต่จะกลับไปกลับมาก็ได้”

ถ้าคนที่สนใจ ดูในเว็บฯ แล้วอยากซื้อเล่มมาเก็บไว้ ต้องทำยังไง?
“ตอนนี้ยังไม่มีขาย แต่ในอนาคตอาจจะมีให้สมัครสมาชิก เพราะจะไม่ได้ทุกคน เราเลือกแจกเฉพาะกลุ่ม คนที่เราคิดว่าใช่! แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขยายฐานกลุ่มที่เป็นปริ้นท์ในอนาคตนะ เราเพิ่มแน่นอนถ้ามีฟีตแบ็คที่ดี ซึ่งตอนที่ออกมาเล่มแรก คนก็ฮือฮา เพราะมันใหม่ ด้วยประสบการณ์และอาศัยความชำนาญในแง่ที่เคยทำสื่อแบบ offline เช่น Magazine หรือ Free Copy มาก่อน ผมจะนิยามสิ่งพิมพ์ใหม่ในเเบบของผมที่มีความยืดหยุ่นกว่าเดิม สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกสิ่งเเบบไม่มีข้อจำกัดใดๆ มาทำให้เป็นอุปสรรคในการนำเสนอของผม”

รู้สึกยังไงบ้าง ที่กระแสออกมาดีขนาดนี้
“ก็รู้สึกมีพลังนะ เพราะว่ามันตอบโจทย์หลายอย่างเลย ทำให้รู้ว่าอะไรที่เรายังไม่มี และที่สำคัญคือความรู้สึกที่เชื่อในสัญชาตญาณตัวเองเสมอมา (ยิ้ม) จริงๆ ถ้าทำเมื่อสามปีก่อนคงไม่ค่อยเวิร์ค แต่ตอนนี้ลูกค้า หรือคนใช้เงินเริ่มเข้าใจว่าเขาจะใช้เงินยังไง”

การทำงานถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ต้องปรับตัวยังไงบ้าง
เราต้องอยู่ในกระแสถึงจะอยู่ในวงการนี้ได้ แถมยังต้องคอนเนคกับคนรุ่นใหม่ให้ได้ เพราะรุ่นเราบางทีงานอาจจะเก่าไป ซึ่งคนรุ่นนี้คือลูกค้าคุณในอนาคตนะ ถ้าคุณชอบงานนี้จริงๆ คุณต้องสามารถเชื่อมโยงทั้งคนที่แก่กว่าคุณ และคนที่เด็กกว่าคุณให้ได้ ถึงจะสามารถมีงานอยู่ทุกวันนี้”

เทรนด์ของอุตสาหกรรมงานออกแบบตอนนี้
นักออกแบบต้องค่อนข้างมีความยืดหยุ่น และทำงานได้อย่างหลากหลาย เพราะอาจมีคนที่เข้าใจงานดีไซน์มากกว่าคุณ ทั้งที่ไม่ได้เรียนมาโดยตรง แต่อาศัย experience หรือการสั่งสมประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญมากๆ มาแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของนักออกแบบจึงต้องทำงานให้เกิดสิ่งใหม่ให้ได้

“จริงๆ เทรนด์มีเอาไว้ดูเฉยๆ ไม่ได้มีไว้ตาม เพราะถ้าเกิดคุณตามก็เหมือนคนอื่น บางทีเทรนด์อาจมีไว้หนีด้วยซ้ำสำหรับเรานะ เข้าใจว่าบางทีทำงาน commercial ก็ต้องคำนึงถึงการตลาด หรือบรีฟจากลูกค้า แต่หน้าที่ของเราคือต้อง decode ใหม่อีกสักครั้ง ไม่ใช่ทำตามที่เขาบอกอย่างเดียว แต่จะต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์มันออกมา เพื่อให้งานไปต่อได้ อย่าลืมว่าเราออกแบบอะไรก็ตามไม่ได้อยู่แค่ปัจจุบัน แต่มันคืออนาคต ซึ่งถ้าเห็นเขาทำกันแล้วทำตาม อีกปีสองปีก็ out แล้ว ฉะนั้นคุณต้องนำไปอีก 2-3 สเต็ป นอกจากนี้ เรื่องงานออกแบบยังเป็นงานที่ต้องแชร์กันระหว่างนักออกแบบกับลูกค้าด้วย”

สิ่งสำคัญที่ทำให้นักออกแบบก้าวมาเปิดบริษัทได้อย่างแข็งแรง
คุณหมูย้ำว่าการเปิดบริษัททำได้ง่ายมาก แต่การยืนระยะเป็นสิ่งยากกว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่การจัดการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้า กำหนดวันจ่ายเงิน ดังนั้นคุณต้องเตรียม budget หรือต้องเตรียมกระแสเงินสด (Cash Flow) หรือเงินเข้าออกในกิจการแต่ละรอบบัญชีให้ได้ จึงจะสามารถรันออฟฟิศได้ในระยะยาว ซึ่งข้อนี้ถือเป็นเรื่องยากมากกว่า

“จริงๆ แล้วทุกคนเป็นนักออกแบบได้นะ แต่จะได้เงินจากการออกแบบหรือเปล่า นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง ทำยังไงให้เขาจ่ายเงินคุณ ทำยังไงให้คุณขายงานคุณได้ในราคาที่คุณรู้สึกว่าโอเคกับงานที่คุณทำ อันนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวนะ ยิ่งงานดีไซน์ยิ่งวัด value ลำบาก หากคนไม่เข้าใจคุณค่าของงานออกแบบ ก็ไม่เข้าใจเรื่องมูลค่าของงานออกแบบได้

Share :
Hilight