Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

#LISTED : คุยกับ ‘ระริน และ นที’ สองผู้ก่อตั้งแบรนด์คราฟไอศกรีม ที่เต็มไปด้วยความสนุก ความสุข และโคตรจะดีในแบบ ‘Guss Damn Good’
New post : 10.กันยายน.2019

“เพราะไอศกรีมเป็นเหมือนเครื่องตักตวงความทรงจำบางอย่าง ที่ทำให้คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ในหน้าร้อน”

ความรู้สึกและหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ คุณระริน ธรรมวัฒนะ และคุณนที จรัสสุริยงค์ สองผู้ก่อตั้งแบรนด์คราฟไอศกรีม Guss Damn Good ตัดสินใจเริ่มไอเดียการทำธุรกิจไอศกรีม หลังจากที่ทั้งคู่เล่าว่าได้เจอกันที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อทำงานด้วยกันแล้วไปได้ดี บวกกับความสนใจและความชอบที่ตรงกัน จึงทำให้แบรนด์ไอศกรีมฝีมือคนไทยเกิดขึ้น

ตัวระรินเองเป็นคนชอบทำขนม ชอบกินขนมทุกอย่างทุกชนิด ส่วนนทีจะกินเฉพาะไอศกรีมอย่างเดียว ซึ่งตอนอยู่บอสตันเรามีโอกาสได้ไปกินขนมและไอศกรีมรสชาติดีเยอะมาก ไอศกรีมจึงเป็นขนมที่เราสองคนชอบเหมือนกัน ส่วนสิ่งที่ทำให้คิดว่าไอศกรีมน่าสนใจ เพราะได้คำตอบว่าเมืองบอสตันแม้จะหนาวเกินครึ่งปี แต่มีร้านไอศกรีมเยอะมาก แล้ววันหนึ่งที่เห็นคนบอสตันไปต่อคิวซื้อไอศกรีมกันเยอะมากแม้จะเป็นวันที่มีหิมะตก เพราะพวกเขาก็ต้องการกินไอศกรีมเพื่อให้นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ในช่วงหน้าร้อน

ทำไมต้องชื่อ Guss Damn Good ?

ทั้งคู่เล่าที่มาของคำว่า Guss คำแรกของชื่อแบรนด์ว่ามาจาก ‘gut feeling’ หรือ ความรู้สึกข้างในลึกๆ ที่เกิดจากความเชื่อเสียงข้างในจิตใจ มากกว่าเหตุผลอื่นใด กับคำว่า ‘focus’ คือความรู้สึกของทั้งคู่ที่ต้องการโฟกัสสิ่งที่กำลังทำ ไม่วอกแวก เพราะการเริ่มต้นครั้งนั้นทั้งคู่ต้องการให้ร้านไอศกรีมเป็นเหมือนจุดเชื่อมโยงให้เหล่าผู้ประกอบการ ตัวของทั้งคู่และกลุ่มเพื่อน ๆ ได้มา hang out กันในร้าน และได้แสดงออกถึงสิ่งที่เป็นตัวเอง

ตอนอยู่อเมริกา เราใช้ชื่อว่า ‘Guss Ice Cream’ แต่พอกลับเมืองไทยเริ่มทำเทสต์ไอศกรีม ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งกินแล้วอุทานว่า Guss Damn Good !!! เราเลยรู้สึกว่าชื่อนี้ใช่ เพราะมีความสนุกและเข้ากับคาแร็กเตอร์แบรนด์ อีกอย่างคือเราไม่อยากจำกัดความรู้สึกดีแค่คำว่าไอศกรีม Guss Ice Cream ก็แค่ไอศกรีม แต่สำหรับชื่อปัจจุบันมันเหมือนทุกอณูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Guss Damn Good

Damn Good Business Provider คือ ?

เราวาง position ของ Guss Damn Good ไว้ไม่ใช่แค่ไอศกรีมอย่างเดียว แต่เป็น Damn Good Business Provider ที่ทำอะไรก็ได้ให้คนมีความสุข ดังนั้นไอศกรีมจึงเป็นตัวแรกที่เราปล่อยออกมา 

อย่างที่บอกว่า Guss เป็นแบรนด์ที่สนุก เราเลยอยากออกของต่าง ๆ เช่น ทีเชิ้ตเขียนว่า don’t give up และเสื้อยืดเขียนว่า ice cream social หรือ Damn Good แม้แต่ถุงผ้า ก็เพื่อให้คนสามารถพกพา Guss ไปได้ทุกที่ และไม่ว่าอนาคตจะทำแฮปปี้โปรดักส์อะไรก็จะปล่อยออกมาเรื่อย ๆ อาจจะอยู่ในโซเชียลมีเดียเป็นคอนเทนต์ใหม่ ๆ เราก็อยากให้ทุกคนรู้สึก Damn Good ไปกับเรา เหมือนกับ ‘Feeling Crafted Ice Cream’ ที่เห็นในทุกช่องทางจากเรา

แผนการเปิดร้านไอศกรีมในแบบฉบับ Guss

มันใกล้เคียงกับที่เคยคิดไว้นะ แต่ว่าไม่ตรงเป๊ะ เพราะแพลนตอนแรกคือเราจะเปิดร้านใหญ่เลยเมื่อกลับมาเมืองไทย แต่พอกลับมาแล้วเริ่มรู้สึกว่าอยากลองเทสต์ตลาดก่อน ช่วงประมาณปลายปี 2014 จึงไปตาม flea market เพื่อที่จะดูว่าคนรู้สึกยังไงกับไอศกรีมไม่มีท้อปปิ้ง กินเป็นสกู๊ปโล้น ๆ และอยากทดลองว่าแบรนด์ Guss Damn Good ที่ชื่อไม่ได้สื่อความหมายชัดว่าขายไอศกรีมลูกค้าจะมีปฏิกิริยายังไง รวมถึงชื่อรสชาติที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเรารู้สึกว่าได้การตอบรับที่ดี จนทำแบบนั้นมาประมาณเกือบปีถึงจะมีร้านแรกที่ ‘ศาลาแดง’ และต่อมาเปิดอีก 5 สาขา และยังมีร้านป๊อปอัพที่เอ็มควอเทียร์

การเลือกโลเคชั่น และมาตรฐานในแต่ละสาขา

จากสาขาแรกกึ่ง ๆ ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ด้วยความที่ไม่ได้เป็นแฟรนช์ไชส์ เราทำของเอง จึงไม่ได้กำหนดช่วงที่ต้องเปิดสาขาใหม่ตามโลเคชั่นแบบตายตัว ที่สำคัญการเลือกพื้นที่แต่ละร้านก็ไม่กว้างมาก เพราะเราอยากได้ที่ที่ใช่ที่สุด

ไม่ว่าร้านจะเป็นแบบ Stand Alone หรือร้านในห้างฯ ระบบการทำงานทุกอย่างไม่ต่างกันเลย เราค่อนข้างมีกฎระเบียบเยอะ หลังบ้านทุกอย่างจะต้องเนี๊ยบ อย่างเรื่องสต๊อกทุกสาขาจะทำเหมือนกัน ส่วนเรื่อง culture ทุกอย่างเป็นแบบเดียวกันหมด ที่สำคัญพนักงานของเราทุกคนจะวนไปในทุกสาขา ไม่ได้มีประจำสาขาถาวร ถ้าสาขาไหนขาดคนทุกคนสามารถไปแทนได้ตลอด

จากเดิมที่เริ่มทำสองคน มาถึงวันนี้เปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง 

ตอนแรกเราทำกันสองคน แต่พอมีร้านเราดึงเพื่อน 3 คน มาช่วยดูแลด้านมาร์เก็ตติ้งหนึ่งคน และอีกสองคนดูเรื่องระบบการทำงานทั้งหมด พอคนเริ่มเยอะมีพนักงานเพิ่มขึ้น ก็เกิดปัญหาและความเปลี่ยนแปลงเยอะตามจำนวนคนเป็นเรื่องปกติ

โดยหลักการคือ Core Value หรือทำสิ่งที่ทางแบรนด์เชื่อ เช่นบอกได้ว่า Guss Damn Good คืออะไร ให้พนักงานทุกคนทำความเข้าใจและปรับตาม Core Value นั้นก็ลดปัญหาได้ นอกจากนี้เรายังมีเทรนเนอร์อีก 4 คนที่เข้าใจ Guss แบบลึกมาก ก็จะคอยกระจายความเรียบร้อยตามสาขา จึงแบ่งเบาเราไปได้เยอะเหมือนกัน

Story to favour กับรสชาติที่โดดเด่น

เราเลือกวัตถุดิบทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่คิดว่าดีที่สุดในแบบของเรา คัดโดยการชิมตามเทสต์จนเจอที่ชอบ การทำไอศกรีมแต่ละสูตร เราสองคนไม่ดูเรื่องต้นทุนเลย เพราะเรามี Story to favour ที่เป็นแก่นในการทำทุกรสชาติให้ออกมาเห็นผลว่าเราทำรสชาตินี้ทำไม ซึ่งไอศกรีมก็มาจากเรื่องราวรอบๆ ตัว และด้วยความลงตัวทั้งบรรยากาศ บวกกับความอร่อยของไอศกรีม พนักงานก็สามารถคุยกับเราได้เหมือนเพื่อน แนะนำรสชาติไอศกรีมให้ลูกค้าได้ตอนอยู่บอสตัน ทำให้เราชอบวัฒนธรรมการกินไอศกรีมที่โน่น จึงอยากทำไอศกรีมดี ๆ ให้กับคนที่นี่ ซึ่งตอนนี้มีมากกว่า 40 รสชาติแล้ว

Story to favour สู่การคอลแลบบอเรชั่นต่างแบรนด์

เมื่อมีบางแบรนด์ที่เข้าใจความเป็นเรา และเขาเองก็อยากพูดเรื่องราวของเขาผ่านรสชาติไอศกรีมเหมือนกับเรา นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Collaboration กับแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมาจุดนี้ได้ ก็เรียกว่าเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ดีถ้าคนกินรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ก็ถือว่าสำเร็จ

ตอนนี้สามารถสร้างวัฒนธรรมการกินไอศกรีมแบบที่อยากได้สำเร็จหรือยัง

ตอนนี้แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยเราก็สร้างให้คนเห็นได้ว่า การกินไอศกรีมแบบจริงจัง แบบที่ไม่ต้องมีท็อปปิ้งเยอะก็อร่อยได้ แต่ถ้าเป็นโมเมนต์ที่คนมีเอนเนอร์จีเยอะ ๆ นั่งอยู่ด้วยกันยังไม่ได้ เพราะแต่ละร้านก็ยังเล็กอยู่ แต่มีบางโมเม้นต์เหมือนกันอย่างโต๊ะกึ่งเคาน์เตอร์บาร์ไม่มีที่นั่ง คนก็จะมายืนล้อมวงกินไอศกรีมกัน คุยกันสนุกสนานเฮฮา เป็น ice cream social เล็ก ๆ เท่านั้น

การตลาดแบบ Guss Damn Good

มีการตั้งนโบายแต่แรกว่าจะไม่มีการทำโปรโมชั่นลดราคา แต่สิ่งที่ทำคือเรามี budget of fun ก็เอางบส่วนนี้มาเติมให้ลูกค้า เพราะว่าเราต้องการให้คนที่กินอยู่แล้วรู้สึกดีมากขึ้น ดังนั้นวิธีทำการตลาดของเราก็จะมีอะไรก็ค่อนข้างพิเศษจริงๆ 

เช่น special set อาจจะมีเพียงปีละครั้ง จัดเป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นทำออกมาเพียง 100 หรือ 200 เซ็ตให้ทุกคนได้สนุกกัน ทุกปีก็จะมีเป็นเซ็ตไอศกรีม 5 ถ้วย เราก็จะสร้างดีไซน์ทุกอย่างขึ้นมาใหม่หมดเลย ในกล่องจะคล้าย Play book ให้มาแสตมป์เล่นได้ทั้งปี เป็นการชวนคนมาเล่นให้คนรู้สึกว่าใช้ชีวิตสนุกให้เต็มที่ อย่าไปเครียดมาก ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Guss Damn Good โดยตรงแค่ enjoy your life

พอคนมากินเยอะขึ้นเขาก็จะบอกต่อเอง และเขาก็ชอบที่ได้มาสนุกกับเรา เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของ Guss เป็นพวกกล้าลอง ซึ่งอีกหน่อยก็จะแมสมากขึ้น

ตั้งธงความสำเร็จของ Guss Damn Good ไว้อย่างไร ?

เราไม่เคยคุยกันเรื่องความสำเร็จเลย ไม่เคยตั้งว่าความสำเร็จจะจบที่ไหน เพราะมันไม่น่าจะจบได้ทุกอย่างต้องพัฒนาตลอด เราห่างไกลจากคำว่า ‘สำเร็จ’ เยอะมาก เพราะยังมีอีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข เรียกว่าเพิ่งเริ่มตั้งไข่ดีกว่า ถ้าบอกว่าสำเร็จด้านยอดขาย เราก็ต้องให้ผลตอบแทนกับคนที่อยู่กับเราว่าอะไรที่ให้พวกเขามีความสุขได้ พอให้พนักงานเยอะ ก็ต้องกลับมาทำโปรดักส์ใหม่อีก

“เหมือนกับว่าพอมันยิ่งใหญ่ มันยิ่งไม่สำเร็จเลย” เพราะจะมีงานเยอะขึ้นเพิ่มขึ้น พอขยายสาขาความรับผิดชอบในทุกจุดก็มากขึ้นตาม รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยนะ แบรนด์เราไม่ค่อยอยู่นิ่ง ช่วงไหนที่ไม่ค่อยมีอะไร เราก็จะหาอีเวนต์ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก

ฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจบ้าง

อยากแนะนำในเชิงทัศนคติ เพราะมีแพชชั่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยันและอดทนด้วย เมื่อรู้ว่าตัวเองชอบอะไรอย่าไปทำตามกระแส ถ้าคุณไม่ได้รักมันจริง ๆ แป๊บเดียวคุณก็ไป เวลาทำธุรกิจของตัวเองคุณจะเจอปัญหาเยอะมาก ปัญหาที่ว่าเล็กก็กลายเป็นใหญ่ได้

สุดท้ายการทำธุรกิจของตัวเองต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่าง passion กับ perseverance เหมือนกับงานที่ชอบกับงานที่ไม่ชอบ โดยงานที่ชอบเป็นเพียงแค่ 30% ของงานที่ทำ ส่วนอีก 70% คืองานที่คุณไม่ชอบ แต่คุณต้องมีความสามารถทำงานที่ไม่ชอบเพื่อดัน 30% นั้นไปข้างหน้าให้ได้ ซึ่งเรื่องสเต็ปให้ไปคิดต่อเอง เพราะแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน

Facebook: www.facebook.com/gussdamngood/

Share :
Hilight