Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

#LISTED : คุยกับ ‘มนต์ชนะ สัตยธำรงเธียร’ ผู้ก่อตั้ง ‘Design Alive’ ผู้อยู่เบื้องหลังงานอีเวนท์ ระดับประเทศ ที่เราเห็นตาม IMPACT หรือ BITEC กับการหาเงินร้อยล้านในวัยสามสิบ และความสุขในแบบตัวเอง
New post : 4.ธันวาคม.2019

ถ้าจะเอ่ยถึงวงการจัด exhibition ในบ้านเรา น้อยคนนักจะรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ หรือแม้แต่งานทั่วไปที่เราเห็นตาม IMPACT หรือ BITEC นอกจากคนในวงการที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับผลงานที่ผ่านมือผู้ชายคนนี้มาแล้ว ด้วยวัยเพียง 24 เขาสามารถก่อตั้งบริษัท และทำธุรกิจที่เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากเงินเพียง 70 บาท นั่นทำให้คุณเซฟมนต์ชนะ สัตยธำรงเธียร ผู้ก่อตั้ง ‘Design Alive’ บริษัทออกแบบงาน exhibition เข้าใจความหมายของเงิน เหตุผลที่คนจะจ่ายเงิน และการใช้ชีวิต ที่แม้ความพยายามจะพลิกชีวิตเขาจนสามารถเรียกเขาว่ามหาเศรษฐีได้ แต่เขากลับมองจุดสูงสุดของชีวิตได้อย่างน่าสนใจ 

อะไรทำให้เลือก exhibition และความยากคือ ?

“เราไม่ได้เลือก exhibition เพราะแพชชั่น แต่เลือกเพราะวงการ exhibition เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราไปถึงฝันได้ดีที่สุด”

ตอนนั้นเราอยากประสบความสำเร็จ แล้วโชคดีที่เป็นคนแตกต่างจากคนอื่น ก็เลยรู้สึกว่าต้องฟังเสียงตนเองสำคัญที่สุด ที่ยากคงเป็นเรื่องของการทำและเรียนรู้ เหมือนค่อยๆ ต่อหอคอยอ่ะ จะต่อไปถึงข้างบนต้องต่อไล่บี้ วันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี คือทฤษฏีในโลกนี้มันเยอะไปหมด พอเราอ่านหนังสือเยอะเราก็เจอทฤษฏีเยอะ อดีตก็สำคัญ ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด อนาคตก็ต้องวางแผน

Design Alive เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้เราไปทำงานที่สิงคโปร์ หัวหน้าเห็นหน่วยก้านดี เลยชวนไปเป็น exhibition designer ที่นั่นหลังเรียนจบ เราตอบตกลงเพราะฟังดูดีและตอบโจทย์ อยู่โน่นได้เรียนรู้เยอะว่า exhibition ที่สิงคโปร์เขานำหน้าไทยอยู่ประมาณ 10 ปี โคตรโชคดีที่ได้ทำงานอยู่โน่น ตั้งแต่วันแรกที่โดนคนในทีมด่า จนกระทั่งผ่านไปครึ่งปี บูธเราได้รางวัลชนะ จนทุกคนเอ่ยบปากชมและยอมรับ

พอเป็น designer ได้ครบ 1 ปี ก็เริ่มเข้าใจการทำงานมากขึ้น จึงขอหัวหน้าให้ส่งไปเป็น sale และบอกหัวหน้าให้เชื่อใจว่าเราจะเป็น sale ที่ดีให้ได้ จากนั้นจึงได้มาเป็น assist project manager ช่วยกันทำ ใครมีโปรเจกต์อะไรเราก็เข้าไปช่วยหมด ไม่เคยยอมแพ้ ทำอย่างเดียว ทำให้เสร็จทุกอย่างไม่หลับไม่นอน ความโชคดีอีกเรื่อง คือเราได้พัฒนา relationship skill เนื่องจากทุกคนมีน้ำใจซื้ออาหารมาแบ่งให้ เพราะเราทำงานเยอะแต่ได้ค่าจ้างน้อยไม่พอซื้ออาหารดีๆ กิน 

หลังจากนั้นยังขาดสกิลด้าน Production ก็กลับมาทำโรงงานในเมืองไทยอีก 3 เดือน เราทำงานให้เขาอย่างเต็มที่จนสุดท้ายก็ขัดแย้งกัน จึงออกมาเปิด Design Alive ตอนอายุ 24 รูปแบบคือทำทั้งออกแบบ ช่วยเหลือลูกค้าในด้านจัด exhibition ครบวงจร เป็น expo manager รวมถึงงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับ exhibition เราทำได้หมด

มองเห็นตลาดตั้งแต่ตอนนั้นเลย ?

ก็เห็นเลยตั้งแต่สมัยเรียน มันเริ่มจากตัวเราก่อน ส่วนหนึ่งเราโชคดีที่ตอบตัวเองได้เร็วมากว่างานสถาปนิกที่เรียนอยู่ไม่เหมาะกับตัวเองแน่ๆ งานสถาปนิกทำก็เหนื่อย ขาข้างหนึ่งเหยียบคุกเอาไว้แล้ว ถ้าตึกพังก็ติดคุก เจอแต่คนติสต์ มองแทบไม่เห็นว่าตรงไหนจะแฮปปี้ นอกจากเดินผ่านตึกที่ตัวเองสร้างแล้วภูมิใจ แต่ก่อนหน้านั้นทั้งหมดไม่มีความสุขเลย

งานออกแบบและสร้างสรรค์ exhibition ต้องมีสกิลอะไรบ้าง ?

เราเริ่มจากทำงานถ่ายรูป รับเป็นฟรีแลนซ์ แล้วก็พัฒนาตัวเอง และด้วยความที่เราสกิลสถาปัตย์ด้วย ผมจึงรับ สำรวจวิเคราะห์โลเคชั่น ใครอยากรู้ analyse ตึกหรืออีเว้นท์ฮอลล์ ผมก็จะไปถ่ายรูป วัดขนาด และทำรายละเอียดรูปแบบ powerpoint ชุด รวมทั้งคิดต่อยอดให้ว่าจัดแสดงที่ไหน หรือรูปแบบอื่นใดได้อีกบ้าง

เริ่มมองเห็นข้อแตกต่างของงานสถาปัตย์กับงานที่เราถนัด ข้อดีคือ การจัด exhibition ทำได้รวดเร็วและคล่องตัวกว่า ได้ทำเกี่ยวกับการตลาด เกี่ยวข้องกับวงการสื่อ แฟชั่น และได้ตามเทรนด์ ได้เงินเร็วกว่า เพราะแต่ละบูธตีเป็นเงินหลักแสนไปจนถึง 10 ล้านก็มี รวมถึงได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สวยงามมากกว่าโครงสร้างทื่อๆ มันสบายใจและน่าทำกว่า

ล้มแล้วเราเจ็บที่สุดในชีวิต คือตอนไหน

ถ้าในด้านการเงิน Design alive มีช่วงลำบากสุดแค่ปีแรกเท่านั้น เนื่องจากหมุนเงินไม่ทัน เงินที่ได้มาลูกค้ายังไม่ทันจ่าย ต้องรีบเอาไปจ่ายให้ supplier เพื่อหมุนเงินก่อน ช่วงนั้นเรากับภรรยาไม่มีตังค์กินข้าว แต่มันเจ๋งมากเลยนะ เป็นโมเมนต์ที่มีค่าเป็นแสนล้านกับพวกเรามาก ช่วงนั้นมีงานที่เกิดปัญหาต้องแก้ไข พวกเราเหลือเงินอยู่แค่ 70 บาท ต้องซื้อฟิวเจอร์บอร์ดใหญ่สองแผ่น แต่ซื้อได้แค่แผ่นเดียว เพื่อมาคลุมฐานที่เป็นท่อลม หลังจากนั้น 2 วันเงินก็เริ่มเข้า

สิ่งที่ทำให้หลุดจากกับดักของ Designer’s ego ?

จริงๆ แล้วทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยเงิน พูดไปก็อาย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบคำนี้ แต่ว่าคนทำธุรกิจยิ่งพูดเรื่องเงินยิ่งตรงประเด็น เราเชื่อว่าการมีอีโก้มากๆ มันเหนื่อย โดยเฉพาะการที่มีคนใหม่ๆ พร้อมจะขึ้นมาทำให้หลายคนจดจำ รวยเงียบๆ ดีกว่า Low – profile ขี่จักรยายนไปซื้อปาท่องโก๋ นับแบงค์ยี่สิบยู่ยี่ๆ โห! ชีวิตแม่งโคตรมีความสุขเลย

โมเมนต์ที่รู้สึกว่าตัวเองทำตามฝันได้สำเร็จ

เรารู้ว่าความต้องการพื้นฐานคนมีเยอะ พ่อกับแม่สบายหรือยัง มีเงินเลี้ยงดูพวกท่านไหม พร้อมจะมีลูกไหม พร้อมจะแต่งงานมีครอบครัวหรือเปล่า แต่ช่วงอายุ 27 เราไม่มีคำถามพวกนี้เหลือแล้ว ตอนนั้นแต่งงานแล้วก็ไปฮันนีมูนรอบโลก เหมือนเป็น reward celebrated life ครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ยังมีเงินเหลือพอใช้ ซึ่งในทุกๆวัน Goal มันเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผ่านมาสิบกว่าปีพูดได้เลยว่าพร้อมทุกด้าน

มุมมองเรื่องเงินยังคงเหมือนเดิมไหม?

เราเป็นคนที่วันๆ คิดเรื่องเงินเยอะที่สุดเลย แต่อายที่จะบอกคนอื่น เราอ่านหนังสือเรื่องการเงินเยอะ ฝึกเรื่องการใช้เงินเยอะ คุยเรื่องการใช้เงินกับคนที่เขาเก่งเรื่องการเงินกว่าเราเยอะ ตอนนี้หลักๆ จึงโฟกัสเรื่องของการสำรวจชีวิตตัวเอง ทำไปเรื่อยๆ เรื่องเล็กเรื่องน้อยทำหมด ทำทุกวัน ทำทีละอย่าง 

กับคำพูดที่ว่าเงินเล็กก็ฝันเล็ก เงินใหญ่ก็ฝันใหญ่ เป็นเรื่องจริงที่สัมผัสได้ เรามองเลยจุดนั้นไปแล้ว ซึ่งตอนนี้สนใจและเชื่อเรื่อง conversation skill มากกว่า คุยกับใครแล้วมีความสุข หรือถ้าเขาคุยกับเราแล้วมีความสุข 

แต่กว่าจะผ่านถึงจุดนี้ เรื่องที่อธิบายแล้วคนน่าจะเห็นภาพชัด คือสำหรับคนที่หาเงินได้เกินสิบล้านขึ้นไปจะหาทางใช้เงินยาก คนที่รวยร้อยล้าน พันล้าน หรือหมื่นล้าน ต่างกันนิดเดียว และความต้องการสูงสุดในชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก ถ้าไม่ใช่เฟอร์รารี่สักคัน หรือเครื่องบินส่วนตัว อะไรประมาณนั้น แต่กับคนที่เงินน้อย คนที่ทั้งชีวิตถูกกำหนดด้วยเงินแบงค์ร้อยเพียงใบเดี่ยว กับแบงค์พันอีกหนึ่งใบ สองขั้วนี้โคตรแตกต่างกันเลย คนกำร้อยหนึ่งนี่ชีวิตจะอยู่ถึงวันพรุ่งหรือเปล่ายังไม่รู้เลย 

จากเมื่อก่อนที่ไม่ได้มีเยอะเท่าตอนนี้ ก็รู้สึกว่าพอได้เงินมาถึงจุดหนึ่ง การให้ความสำคัญเรื่องเงินเราต่ำลงเรื่อยๆ แต่กลับคิดว่าการมีสุขภาพดีนั้นดีกว่า จะได้อยู่กับคนที่เรารักและอยากดูแลไปนานๆ สิ่งที่ชัดเจนมากๆ คือพอถึงจุดหนึ่งเงินก็เป็นได้แค่เงิน เงินมันทำอะไรให้เราไปมากกว่านี้ไม่ไ้ด้แล้ว เพราะเราเข้าใจเงินผ่านการใช้จริงมาแล้ว

ชีวิตที่แบ่งเป็น 3 ส่วน ?

ชีวิตมี 3 ส่วน คือ งาน (Design Alive), ครอบครัว และคาโปเอร่า (ศิลปะการต่อสู้แบบบราซิล)

8 ชั่วโมงแรกคือ Design Alive โดยมองว่า…“ถ้าทำบริษัทฯ ที่ทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเราได้แล้วมีความสุขด้วย กูนี่โคตรเจ๋งเลยอ่ะ” เราก็ลองทำมาเรื่อยๆ เราใช้ความรู้ของเราพัฒนาญาติสนิทมิตรสหายในวงการ เพื่อให้ทุกคนแข็งแรงไปพร้อมเรา เรามีรากฐานที่แข็งแรง Financial ที่แข็งแรง Design Alive คือบริษัทที่ดูแลตัวเอง ถือเป็นบริษัท professional มากเลยนะ เราจัดโปรเจกต์ใหญ่ๆ งานไฟล์ละเอียดถี่ถ้วน ยากๆ โดยที่ทุกคนยังใส่เสื้อยืดได้ เดินน้ำลายไหลมาทำงาน ทำตัวสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน แต่ทุกคนก็ทำงานอย่างมีความสุขได้

อีกประมาณ 8 ชั่วโมงต่อมาของวันก็จะเป็นเรื่องของครอบครัวทั้ง ลูกและภรรยา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ลูก 2 คนเก่ง ส่วนพ่อกับแม่เราก็ดูแล และคิดว่าจะอำนวยความสะดวกยังไง สุดท้ายประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ก็ให้กับคาโปเอร่า

ความสุขในตอนนี้

เรามี Goal เยอะมาก goal รอบด้านเลย ทดลองไปเรื่อยๆ กับคนรอบข้าง มีความสุขกับการได้สำรวจจุดที่เรายังไม่รู้ เพราะมีเรื่องที่เราไม่รู้บนโลกนี้อีกเยอะมาก เราจะรู้สิ่งนั่นผ่านเพื่อนและคนอื่น ที่สำคัญคือคาโปเอร่าเป็นกุญแจดอกหนึ่งที่พาให้เราไปรู้จักความรู้ใหม่ๆ เพราะเล่นกันทั่วโลก

ทำไมถึงอยากทำโรงเรียนสอนคาโปเอร่า

“เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก หลังจากที่ออกกำลังกายทุกเซ็ท เขาเดินมาจ่ายเงินให้อีก 500 บาท กำไรไหม เมื่อเรามีสุขภาพที่ดี มีโรงยิมในบ้าน เราไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว”

คาโปเอร่ามีประโยชน์โดยตรงเลย ส่วนตัวก็ชอบเล่นอยู่แล้ว เราคิดว่าจะจ่ายเงินไปฟิตเน็ตเดือนละเป็นพันทำไม ในเมื่อการเล่นคาโปเอร่าก็เป็นการออกกำลังกายได้ สำหรับเรามันไม่ make sene ยิ่งมีความรู้เรื่องคาโปเอร่าอยู่ แล้วทำไมถึงจะไม่ให้มันหาเงินหละ พอเริ่มเปิดคลาสสอน ก็ได้เงิน 7 คลาส คลาสละ 250 เปิดมาทั้งหมด 4 ปี ก็มีเงินเก็บเกือบ 150,000 บาทแล้ว เรานำเงินนี้ไปเที่ยวได้เป็นเดือนๆ แค่นี้ก็โคตรแล้ว

กุญแจแห่งความสำเร็จ ที่ทำให้เซฟกลายเป็นเศรษฐีได้ คือ ?

สำคัญที่สุดต้องมีความรู้ก่อน สมองคนเรามันเก่งมากเลย เรียนรู้อะไรได้เป็นร้อยเป็นล้านเรื่องได้แค่สั่งการเข้าไป ผ่านการขัดเกลาจากประสบการณ์ วัตถุดิบ เหล่านี้คือ ข้อมูลที่มาจากประสบการณ์ผ่านสถานการณ์ต่างๆ เราจะรู้ว่าอะไรดีไม่ดี ทดลองใช้ได้ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ พอเราฝึกทำไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นนิสัย แต่เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีด้วย

เราจะกลายเป็นคนที่มีเงินพันล้านบนโลกนี้ได้ ต้องมี 2 อย่าง คือ 

  1. หาของที่คนต้องการได้
  2. ทำให้เขาหัวเราะได้ เช่น ตลก มีรายได้เยอะมาก หรือนักแสดงก็ค่าตัวหลายร้อยหลายพันล้าน พวกเขามีสกิลแค่ทำให้คนหัวเราะได้ คืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนผ่อนคลาย

เรื่องวินัยทางการเงินสำคัญมาก ?

ใช่ๆ มีวินัยไหมไม่รู้ แต่เราไม่แตะเงินบริษัทเลย ซึ่งเจ้าของบริษัทหลายที่แตะ ของเราคือเงินที่รับมาก็ให้มันอยู่ที่บริษัท พอจะซื้อจักรยานหรือของที่อยากได้ก็มาจากโบนัสที่ได้เท่านั้น แล้วจะเอามาลงทุนก็เป็นเงินของบริษัททั้งหมด จะไม่ปะปนกัน เงินส่วนของเราก็มีเงินเดือนพออยู่ได้ ไม่ได้ใช้อะไร ถ้าจะต้องใช้คือภรรยาให้บัตรเครดิตมาแบบ unlimited วงเงิน มาใบ  2 ใบแค่นั้น

บทเรียนของคนที่ไม่มีวินัย

ข้อดีคือเราก็อยู่ในฝั่งที่รู้ว่าเวลาไม่มีเงินมัน suffer ขนาดไหน เราเคยเอาเงินหลักหมื่น หลักแสน ไปจนถึงหนึ่งล้านไปกอบกู้ธุรกิจให้คนอื่น คือให้เขายืมไปเลยทันทีหลังจากคุยกันจบ เพราะหวังดี เรามีกินมีมีใช้เพราะเขาเคยช่วยเรา ก็หวังว่าเขาจะคืนเรา แต่สุดท้ายให้ไปกี่ครั้งเขาก็ล้มเหมือนเดิม น่าจะมาจากการบริหารที่ผิดพลาด

แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เราไม่เจ็บตัว เงินพวกนี้เป็นกำไรชีวิตไปแล้ว เรากลับได้เรียนรู้จากคนที่มาล้มต่อหน้า รู้สึกอึ้งเหมือนกันที่เห็นคนทำธุรกิจเล็กล้มหลักหมื่นหลักแสน ส่วนคนทำธุรกิจใหญ่ล้มหลักล้าน ทะลุพันล้านก็มี แค่นี้ก็มากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเจอกับตัวเอง

Share :
Hilight