Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

#LISTED: ‘Video Streaming (OTT)’ คุยกับทีมบริหาร Viu และ Workpoint ถึงการทำคอนเทนต์ OTT อย่างมีคุณภาพ โดนใจคนดู พร้อมเปิด “โฮะ แฟมิลี่” ซีรีส์ Viu Original เรื่องแรกที่ทำร่วมกัน
New post : 7.กุมภาพันธ์.2019

เราเคยพูดถึงพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตคนไทยที่เปลี่ยนไปไว จนทำให้ธุรกิจต่างๆ ถูกขับเคลื่อนไปในวงกว้างมากขึ้น ทั้งในแง่ของธนาคาร การขนส่งสินค้า การสื่อสารในโลกออนไลน์ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การดูหนัง ฟังเพลง เลือกเสพความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ของคนไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลให้วงการสื่อและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอในบ้านเราพัฒนาอย่างไม่หลุดยั้ง ซึ่งครั้งนี้ Big Money ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมบริหารจาก 2 บริษัทสื่อแห่งความบันเทิงยักษ์ใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จักอย่าง คุณชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ คุณธวัตวงศ์ ศิลมานนท์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท พีซีซีดับเบิลยู โอทีที (ประเทศไทย) หรือ Viu (วิว) ผู้ให้บริการด้านวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ระดับภูมิภาค จากฮ่องกง ที่จะนำข้อมูลดีๆ แง่คิดในการผลิตคอนเทนต์ตามสไตล์ตัวเอง มาบอกเล่าให้เราฟัง

รู้จัก Video Streaming ในรูปแบบ OTT

อย่างที่รู้กันดีว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในบ้านเรามีผู้ให้บริการหลายเจ้า และมีหลายรูปแบบ ทั้ง game  streaming, Music Streaming และ Video Streaming ซึ่ง VDO Streaming ก็เป็นการนำข้อมูลไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียงส่งผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเผยแพร่วิดีโอได้ ดังนั้น การเป็นผู้ให้บริการด้านวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ที่ Viu (วิว) กำลังทำ จึงหมายถึง Over-the-top หรือการให้บริการใดๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตเปิด โดยที่ผู้ให้บริการ OTT ไม่ได้ลงทุนหรือเป็นเจ้าของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเอง และยังรวมถึงการให้บริการสื่อวีดิโอและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยนั่นเอง

การเติบโตของ Viu ที่ผ่านมา

คุณธวัตวงศ์: ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทุกประเทศดีหมด แม้แต่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์ที่เปิดมาตั้งแต่แรกๆ ก็ยังมีการเติบโตอยู่ ใน 16 ประเทศที่ให้บริการ เราไม่ได้มองว่าประเทศไหนโตกว่าประเทศไหน แต่เรามองถึงความต้องการที่จะให้ทุกส่วนโตขึ้นไปให้เร็วกว่านี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งถ้าดูจากยอดดาวน์โหลด VIU ปีที่แล้วมี 20 ล้าน User ทั่วโลก ส่วนประเทศไทยเปิดมาปีครึ่ง ถือว่าเป็นการเติบโตที่เร็วในเวลาอันสั้น จาก 2.3 ล้าน ดาวน์โหลด เราใช้เวลาไม่ถึงปีสามารถโตขึ้นได้ถึง 2 เท่า เป็น 4.5 ล้าน ดาวน์โหลด หรือประมาณ 150% (ปีที่แล้ว)

เนื่องจากคนใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะเข้าถึงได้ง่าย ความเร็วอินเตอร์เน็ตก็เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดูซีรีย์ได้มากขึ้น และเราเป็นที่นิยม เพราะมีการเพิ่มคอนเทนต์ที่แข็งแกร่ง ทำการตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงปีนี้ ที่จะมีการทำแบรนด์ดิ้งเพิ่มขึ้นด้วย หรือจะเรียกได้ว่าเป็นการทำตลาดแบบเชิงรุกมากขึ้น (aggressive marketing)

จุดแข็งที่ทำให้ Viu เติบโตในเวลาอันสั้น

คุณธวัตวงศ์: สิ่งที่เราทำสม่ำเสมอ คือ คุณภาพคอนเทนต์ เราต้องปรับตรงนี้เสมอ ไม่สามารถอยู่กับที่ได้ ทั้งในเชิงปริมาณ และการที่ต้องรู้ว่าจะนำเอาคอนเทนต์แบบไหนมาเผยแพร่ให้ผู้ชมดู จำเป็นต้องศึกษาตรงนี้ตลอด

การซื้อคอนเทนต์ของ Viu แบ่งเป็น 4 รูปแบบ

1.ซื้อแบบรายปี
2.ซื้อสิทธิเป็น exclusive เช่น ซื้อสิทธิมาใช้เฉพาะใน Viu เป็น windows แรก ไม่สามารถดูที่อื่นได้ มีเฉพาะบน Viu เท่านั้น
3. สิทธิที่ฉายพร้อมกันทุกที่
4. Original content ของ Viu เพื่อให้ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด และสร้างความแตกต่างบนแพลตฟอร์ม 

สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ของ Viu แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ?

คุณธวัตวงศ์: แน่นอนว่า Hero Content ที่ใช้ในการเปิดตัวเป็นคอนเทนต์จากเกาหลี เราซื้อมาครั้งเดียวแต่ใช้ในหลายประเทศได้ แถมยังป๊อบปูล่ามากหลายประเทศในแถบภูมิภาคนี้ ช่องของเกาหลีที่เราคัดซีรีย์มามีทั้ง SBS, MBC, KBS, JTBC, tvN และด้วยความที่เกาหลีเป็น flagship ของเรา เราแทบจะเป็นเจ้าเดียวที่สามารถ แปลและออกอากาศได้ในวันรุ่งขึ้น หลังออกอากาศที่เกาหลีแล้ว อีกทั้งยังเสริมด้วยคอนเทนต์ญี่ปุ่น กับจีน เข้าไปอีก 

ฝั่งคอนเทนต์ไทยที่เข้ามาส่วนใหญ่จะต้องเป็นแนว คอมเมดี้ โรแมนติก ดราม่า (ไม่ว่าสัญชาติไหนถ้าเป็นแนวนี้จะป๊อบมาก) ซึ่งฐานลูกค้าเราก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มาจากการที่เรามีคอนเทนต์เพิ่มขึ้นนั่นเอง เช่น ล่าสุดจากญี่ปุ่นเรื่อง Good doctor เป็นแนวที่คนชอบจึงทำให้ successful และยังมีช่อง Fuji TV ด้วย

นอกจากนี้ ซีรีย์จากฮ่องกงก็มีช่องฟรีทีวี ชื่อว่า “Viu TV” ลักษณะเหมือน Work Point แต่อยู่ที่ฮ่องกง อันนั้นเราผลิตรายการเองอยู่แล้ว ก็ดึงเข้ามา และจากธุรกิจนี้ เราก็เริ่มเห็นว่า คอนเทนต์ไทยมีความต้องการในตลาดไทย ก็เริ่มเพิ่มคอนเทนต์เข้ามามากขึ้น

ก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีที่แล้ว(2018) เราเคยทำงานร่วมกับช่อง GMM 25 ตอนนั้นก็เหมือนเป็นการทดลองคอนเทนต์ไทย ว่าสิ่งที่คิดทั้งสามแนว เรามาถูกทางไหม ซึ่งนั่นก็กลายเป็นคำตอบให้เราขยายต่อไปมาถึงซีรีย์เรื่องล่าสุดที่ได้ทำงานร่วมกับ Workpoint ก็ต้องเรียนรู้เหมือนกัน เราก็จะเอาบทเรียนที่ได้ไปปรับปรุงในซีรีย์เรื่องต่อๆไป หรือแม้แต่การเลือกคอนเทนต์เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม

โฮะ แฟมิลี่ซีรีส์ Viu Original เรื่องแรกที่ Viu ทำร่วมกับ Workpoint

ละครเรื่องนี้เป็น Viu Original รายการแรกที่ผลิตโดย Viu ประเทศไทย ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Workpoint ชื่อ โฮะ แฟมิลี่ มีที่มาจากแกงไทยภาคเหนือที่เรียกว่า “แกงโฮะ” ซึ่งทำจากส่วนผสมที่หลากหลาย เปรียบเทียบได้กับผู้คนที่มีอุปนิสัยต่างกันแต่ต้องมาอยู่ร่วมกัน เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่วันหนึ่งพี่น้องต่างแม่ 4 คนซึ่งมาจากคนละซีกโลกต้องมาใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกัน นำแสดงโดยดาราวัยรุ่นที่กำลังมาแรง เช่น เก้า จิรายุ และ ปันปัน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ชม Gen-Z และกลุ่มมิลเลนเนียลในประเทศไทย

มีกำหนดออกอากาศในเดือนนี้ (กุมภาพันธ์) ผ่านทาง Viu ใน 16 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย เมียนมาร์ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และประเทศในตะวันออกกลาง คือ บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ดีอย่างไร ? มีแนวทางอย่างไรบ้าง ?

คุณธวัตวงศ์: พาร์ทเนอร์ไม่ใช่แค่ซื้อคอนเทนต์แล้วจบกันไป แต่มีการดีลคอนเทนต์ทำงานร่วมกันตลอด เรามีคอนเทนต์จาก Workpiont ลงใน Viu แล้วทาง Workpiont ก็ช่วยเราโปรโมท หลายคนจึงรู้จักทั้ง Viu และ Workpiont เช่น ถ้าอยากดูสดก็ดูช่อง Workpiont แต่ถ้าจะดูย้อนหลังต้องดูใน Viu ได้ตั้งแต่วันไหน เป็นต้น

นอกจากซีรีย์เกาหลี Viu ยังมีรายการที่เป็นวาไรตี้เกาหลีอยู่แล้ว พอได้รายการจาก Workpiont ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากเกาหลีมาเสริม เช่น the masked singer หรือ i can see your voice สามารถดูได้ทั้งสองเวอร์ชั่น นี่จึงเรียกว่าเป็นฐานวาไรตี้ที่แข็งแรงสำหรับ Viu

คุณชลากรณ์: การทำงานกับพาร์ทเนอร์ทำให้เราขยายตลาดได้เยอะขึ้น อย่างทาง Workpiont ก็ยังคงทำทีวีปกติ ทำออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลงทุนกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น สุดท้ายแล้วก็ย้อนกลับไปที่การบริหารกำไรของบริษัทให้ได้ ส่วนเรื่อง content business แบ่งเป็นสองเรื่อง คือ การขยายออกให้เร็ว กับ maintain ที่มีอยู่ยังไงให้ไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นคนดู รายได้ ค่าใช้จ่าย ตอนนี้เรากำลังบาลานซ์ว่าจะลงทุนกับจังหวะไหนก่อนดี แต่ทีวีก็จะมีผลิตมาเรื่อยๆ เช่นกัน

คุณธวัตวงศ์: การเลือกพาร์ทเนอร์ของ Viu จะแล้วแต่ แต่ละประเทศเลย อย่างประเทศไทย เราจะทำงานร่วมกับ TV brodcaster ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเราในการเลือก จัดการการตัดต่อ หรือขั้นตอน Post-production

คุณชลากรณ์: แนวโน้มสำหรับทำงานกับพาร์ทเนอร์น่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้องอธิบายก่อนว่า ทีวีได้เรื่องเรตติ้ง ได้เรื่องคน ส่วนออนไลน์พอโตแล้วขยายออก แต่ขณะเดียวกันถ้าจะทำให้ successful ต้องบาลานซ์สองอย่าง ทั้งทีวีและออนไลน์ผสมเข้าด้วยกัน เพราะคนดูจะกลับมาดูย้อนหลังเมื่อไหร่ก็ได้

ความท้าทายของ Viu และ Workpoint สู่สนามแห่งการแย่งคนดู

คุณชลากรณ์: จริงๆ การแข่งขันในโลกดิจิตอล โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตคือทุกชั่วโมงมีเกือบล้านคอนเทนต์แล้ว มันหนักกว่าอีกนะ ดังนั้นใครยึดเวลาคนดูได้มากสุด คนนั้นชนะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ผมว่าต้องแย่งเวลากันให้ได้ จะ pay หรือจะ free หรืออื่นๆ ก็เป็นเรื่องเวลา ที่สำคัญคือต้องทำคอนเทนต์ให้แมทช์กับคนดูให้ได้ ยิ่งถ้าเทียบกับข้อมูลที่ผมรีเสิร์ชมา จะเห็นว่าคนเลือกดูสดอยู่ที่ 80% (โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆจะเลือกเวลาที่สะดวก) ส่วนย้อนหลัง 20%

คุณธวัตวงศ์: ฝั่งของ Viu บอกก่อนว่าเราเชื่อมั่นในตลาด เพราะโตขึ้นเรื่อยๆอยู่แล้ว ความท้าทายก็น่าจะอยู่ที่เราสามารถจะผลิตคอนเทนต์ที่จะไปแย่งเวลาคนให้มาอยู่กับเราได้ดีแค่ไหน เราทำได้ตรงใจผู้ใช้งานแค่ไหน 

อย่างสถิติผู้ชมของ Viu ในภูมิภาคนี้จะใช้เวลาดูวิดีโอเฉลี่ย 108 นาทีต่อวัน ส่วน Workpoint เองก็ติดอันดับหนึ่งใน 5 ช่องทีวีดิจิทัลยอดนิยมของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจของคนดู ซึ่งก็ขึ้นอยุ่กับคอนเทนต์เนี่ยแหละ ที่เราสามารถทำให้เขาดูแล้วติด อยากดูต่อ ถือว่าเราทำสำเร็จ

ส่วนถ้าจะให้เทียบกับแพลตฟอร์มของเจ้าอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันอย่าง LINE TV กับ Netflix อยากให้มองว่าจริงๆแล้ว แต่ละคนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ของเราจะชัดเจนที่กลุ่มผู้หญิงอายุ 18 – 34 ปี และเรายังเลือกคอนเทนต์พื้นฐานของการคิดว่าคนน่าจะชอบแบบนี้แหละ

รายได้ที่มาจาก original content

คุณธวัตวงศ์: ภาพรวมของคอนเทนต์ทั้งหมด สัดส่วนรายได้ในไทยจะมาจากคนดูฟรี เยอะกว่าคนดูที่ดูแบบจ่ายเงิน แต่สองส่วนนี้ต้องมีผสมกันอยู่ อยากให้มองว่าอย่าง original content เราเป็นเจ้าของหนังที่สามารถขายให้กับทีวี หรือออนไลน์ในต่างประเทศก็ได้ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีโมเดลการจ่ายเงินต่างกัน เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย ตลาดเป็นแบบจ่ายเงินมากกว่า ก็จะไม่เน้นให้ดูฟรี แต่ในทางกลับกันประเทศไทยตลาดโฆษณาใหญ่กว่า ดังนั้น original content ก็จะให้ดูฟรี ซึ่งในฟิลิปปินส์ก็จะคล้ายๆของไทย

เป้าหมายในการบริหารคอนเทนต์เป็นอย่างไร ?

คุณธวัตวงศ์: เราไม่ได้วางสัดส่วนขนาดนั้น แต่เราโชว์ได้ว่าเรามีคอนเทนต์ในแต่ละส่วนที่จะมาเพิ่มความแตกต่างให้กับลูกค้าได้ อย่าง original content ก็เข้ามาช่วยเพิ่มความแตกต่าง เราต้องการทำให้มีรายการที่ลูกค้าชอบจริงๆ แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของคอนเทนต์ทั้งหมด เพราะตอนนี้เป็นช่วงขยายฐานคอนเทนต์ในทุกๆด้าน

เรียกว่าอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีขึ้นหากจับทางถูก สิ่งสำคัญคือเรื่องคุณภาพคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องหาแนวที่ตัวเองถนัดให้ถูก และต้องเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างตรงจุดนั่นเอง!

Share :
Hilight

Advertising

Advertisement

WHAT 's TRENDING

SHARE

Contact Us

Call: +6680 552 5511

Email: info@bigmoneymag.com