Contact Us

Copyright 2017 bigmoneymag.com

All Rights Reserved

รู้จัก YTen โครงการเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สู่การนำความรู้จากอุตสาหกรรมต้นแบบ มาใช้ได้ในชีวิตจริง
New post : 1.เมษายน.2019

จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่คนกรุงเทพฯ เคยได้รับผลกระทบ และเมื่อวันที่ 30 มี.ค. กับปัญหาหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีค่ามลพิษในอากาศสูงถึง 636 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วัดจากแอปพลิเคชั่นและเว็บไซค์ AirVisual ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานมาก และวิกฤตถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการ YTen 2018 รุ่นแรก ที่คอนเซปต์หลักเน้นใส่ใจสิ่งแวดล้อม แถมยังเพิ่มมูลค่าให้สินค้าในอุตสาหกรรม สร้างอาชีพให้คนในชุมชนท้องถิ่น เมือง และระดับประเทศ รวมถึงยังสร้างอาชีพในอนาคตให้กับเด็กที่ร่วมโครงการได้นำไปปรับใช้ได้อีกด้วย

วันนี้ Big Money จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักโครงการดีๆ อย่าง YTen หรือ Young Thai Environmentalists โครงการเฟ้นหาตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม The 24th Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) หรือ COP24 ณ กรุงคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ (สำหรับซีซั่น 1 ที่จบไปแล้ว) มาดูกันว่าภาพรวมในรุ่นแรกที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มโครงการ ผู้ผลักดันเยาวชนทำงานอย่างไร และมีข้อดีอะไรเด็กจะได้รับบ้าง ซึ่งเราได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเบื้องหลังอย่าง อาจารย์เต้ย – อาชวิชญ์ กฤษณสุวรรณ หนึ่งในผู้ดูแลโครงการ YTen 2018 ที่เข้าใจและคลุกคลีนักศึกษามาตลอด

ภาพรวพการทำกิจกรรมของนักศึกษาตลอดการเข้าร่วมโครงการ เป็นยังไงบ้าง ?

ตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ บอกตรงๆ ว่ากังวลเหมือนกัน ด้วยข้อจำกัดที่ต้องหาคนที่ค่อนข้างสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม และคนที่มีทักษะภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งความคาดหวังของเรา ก็เพื่อที่จะให้เด็กๆ ได้ใช้ความรู้และข้อมูลจากงานวิจัย รับมือกับความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่จากทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ จนถึงระดับสากลได้นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่ด่านแรก ด้วยการคัดเด็กจากประมาณ 40 คน เหลือ 29 คน จาก 13 สถาบัน

กิจกรรมของโครงการ YTen 2018 มีอะไรบ้าง

เราเริ่มจัดกิจกรรมตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด 3 แคมป์ด้วยกัน ทั้ง Training Camp, Pitching Camp และ Sightseeing Camp ดังนี้

  • Training Camp เทรนเรื่องความรู้ และทักษะที่เด็กต้องมี เพราะเรามองว่า การจะไปเป็นตัวแทนเวทีระดับโลก องค์ความรู้ต้องมีครบ รวมถึงบุคลิกภาพ และทักษะในการสื่อสารด้วย เราจึงจำเป็นต้องติดตั้งให้แก่เด็กทุกคน
  • Pitching Camp เราได้เห็นการที่เด็กเลือกดึงกระบวนการ หรือมีวิธีการเลือกสิ่งที่ถูกเทรนมาใช้ เขามีมุมมองในศาสตร์และวิชาของเขา ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจับมาเชื่อมโยงกัน แล้วมานำเสนอ

  • Sightseeing Camp

ครั้งนี้พามาดูงานที่จังหวัดพิษณุโลก เด็กๆได้เห็นตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่วิธีการปลูกพืชโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานกัน อย่างการปลูกกล้วย ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงสามารถควบคุมคุณภาพและกะเกณฑ์ปริมาณได้ มาจนถึงวิธีการทำกล้วยตากที่ต้องอาศัยความร้อนเหมือนเดิม แต่แตกต่างตรงที่มีโรงเรือน นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผ่านแผงโซล่าเซลล์ นอกจากจะคงรสชาติแบบธรรมชาติได้ ยังสามารถทำให้ปริมาณมากได้ รวมถึงความสะอาด สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้จึงช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้ากล้วยตากได้

นอกจากนี้ เด็กๆ ยังได้ไปดูงานที่โรงงานผลิตกล้วยตากจากพลังงานแสงอาทิตย์ และเรียนรู้กระบวนการปลูกกล้วยด้วยการใช้ปุ๋ยธรรมชาติ รวมถึงระบบการจัดการสินค้าด้วยการแปรรูปและส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ที่ JIRAPORNFOOD และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการไปดูงานที่  วงษ์พาณิชย์ โรงงานคัดแยกขยะ ที่สามารถทำเงินได้มากมายมหาศาลเพียงแค่เริ่มคัดแยกขยะ และรู้จักคิดดัดแปลงขยะเหล่านั้น นอกจากจะเป็นธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ยังทำเงินและเป็นที่นิยมจนขยายสาขาไปหลายจังหวัดและต่างประเทศได้ด้วย

หลังจากจบโครงการแล้ว เป็นยังไงบ้าง ?

หลังจากจบทุกแคมป์ แล้วมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ทำให้รู้ว่าจริงๆ การเทรนนิ่งตั้งแต่ค่ายแรกเด็กหลายคนได้นำกลับไปใช้จริง และเหมือนเป็นการจุดประกาย หรือสร้างแรงบันดาลใจให้เขาหลายอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เขานำไปขับเคลื่อนในมหาลัยและชุมชนมากขึ้น

หรือว่าประสบความสำเร็จขนาดไหน ในฐานะผู้ดูแลโครงการ

ถือว่าเกินคาดมากๆ ทำให้รู้ว่าพวกเขามีวิธีคิดที่โตขึ้นมากกว่าที่เจอในสองแคมป์แรก ภายในเวลาห่างกันแค่สองเดือน

โครงการ YTen ปี 2019 เป็นซีซั่น 2 ที่จะถึงนี้ เราจะได้เห็นอะไร

ที่คิดไว้คงจะเพิ่มทักษะความรู้อื่นๆ ที่อยากติดตั้งให้พวกเขาเพิ่มขึ้น เพราะปีที่ผ่านมาก็ลองผิดลองถูก เรียนรู้ร่วมกับเด็กๆ เหมือนกัน เช่น เวลาที่จัดกิจกรรมไม่สอดคล้องกับช่วงที่เด็กว่าง ตรงนี้ต้องปรับ นอกจากนี้ยังอยากให้เกิดเครือข่ายของตนเองระหว่างมหาวิทยาลัย หรือไปแลกเปลี่ยนไอเดียซึ่งกันและกันด้านสิ่งแวดล้อม ในลักษณะของฟอรั่มที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ว่าใครทำอะไรมาแล้วบ้าง และสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้โดยใช้โมเดลโครงการนั้นๆ แต่กระจายไปในบริบทแวดล้อมของมหาวิทยาลัย

ถือว่าเด็กเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะก้าวไปสู่อุตสาหกรรมใหญ่แบบ Go Green ได้ อาจารย์คิดยังไง

เรารู้สึกว่ามุมมองด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญที่เด็กสนใจ แต่อาจจะไม่สอดคล้องกับอาชีพจริงๆ เราจึงต้องเพิ่มมุมมองและหาช่องทางให้เขาด้วย เด็กหลายคนมีมุมมองผู้ประกอบการมากขึ้น เช่น เรื่อง Refill Station ที่หลายคนอยากจะขับเคลื่อน เป็นต้น

คิดยังไง เมื่อประเด็นสิ่งแวดล้อม จะสามารถนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าในธุรกิจได้

แน่นอนว่าทุกแคมป์ถูกวางกระบวนการและขั้นตอนไว้ให้เด็กคิดแบบนี้หมดแล้ว พอถึงการศึกษาดูงาน ก็จะยิ่งทำให้เขาเห็นคนที่รักสิ่งแวดล้อมจริงๆ ในมุมมองที่หลากหลาย และเขาสามารถต่อยอดในวิชาชีพก่อนจะเรียนจบได้ เห็นได้ชัดเลยว่า อาจจะไม่ได้อยู่ในหน่วยงานภาครัฐฯ อย่างเดียว เพราะภาคเอกชนหรือการเป็นผู้ประกอบการเองก็สำคัญ จึงเป็นที่มาที่ไปของการที่เราเลือกหาสถานที่ดูงานที่บอกไปตอนแรก

___

โครงการ YTen:

http://tkproject.biz/yten/

Share :
Hilight